วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Review : Samsung Galaxy Grand 2 อัพเกรดสเปค ฟีเจอร์ ฟังก์ชั่นดีขึ้น ในราคาเท่าเดิม

Review : Samsung Galaxy Grand 2 อัพเกรดสเปค ฟีเจอร์ ฟังก์ชั่นดีขึ้น
ในราคาเท่าเดิม ::
สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆ ชาว TechXcite สำหรับปีใหม่นี้ MrXcite ก็ขอเริ่มต้นกันด้วยรีวิวมือถือตัวใหม่ล่าสุดจากค่าย Samsung ทีพึ่งจะเปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆมานี้เองก็คือเจ้า Samsung Galaxy Grand 2 ซึ่งได้มีการอัพเดทใหม่ให้ไฉไลน่าใช้งานกว่าเดิมมาก ทั้งเรื่องของหน้าจอที่เปลี่ยนระดับความคมชัดเป็น HD 720 x 1280พิกเซล มาพร้อมกับขุมพลังความแรง Quad Core หน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 5.25 นิ้ว รองรับการใช้งาน 2 ซิมเหมือนเดิม ที่สำคัญฝาหลังเปลี่ยนไปใช้วัสดุเดียวกันสมาร์ทโฟนระดับเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Note 3 ที่ต้องบอกว่าเพิ่มความสวยงามหรูหราขึ้นมาเป็นกองเลยทีเดียว เห็นแบบนี้แล้วก็อย่ารอช้าอยู่เลยไปชมพร้อมกันเลยว่าจะน่าใช้ได้งานสักขนาดไหนครับ >_< ! (ขอกระซิบนิดนึงราคาแค่ 11,900 บาทเองจ๊ะ)

มาเริ่มต้นกันด้วยเรื่องของหน้าจอที่มีการพัฒนาความคมชัดขึ้นมาเป็น HD 720 x 1280 พิกเซล ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้วนั้นจะสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน โดยเจ้า Samsung Galaxy Grand 2 ให้ภาพที่สีสันสวยงาม คมชัดขึ้นมาเยอะมากจริงๆ และหน้าจอมีการปรับขนาดให้ใหญ่กว่าเดิมจาก 5 นิ้ว เป็น 5.25 นิ้ว โดยขอบหน้าจอมีขนาดบางลงจากรุ่นเดิมอีกด้วย


Samsung Galaxy Grand 2 คลอดออกจากโรงงานมาพร้อมกับ Android 4.3 ครอบทับด้วย TouchWiz UI จาก Samsung การใช้งานต้องบอกว่าลื่นไหลกว่ารุ่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ค่อยมีอาการสะดุด กระตุกให้เป็นที่รบกวนจิตใจของเรากันอีกต่อไปแล้ว


สำหรับสเปคก็จัดให้มาพอสมควร โดยใช้ชิปประมวลผล Quad Core Snapdragon 400 ความเร็วอยู่ที่ 1.2GHz ใส่แรมมาให้ขนาดกำลังดี 1.5GB หน่วยความจำตัวเครื่องขนาด 8GB อาจจะน้อยไปนิดแต่ไม่ต้องเสียใจกันไปเพราะสามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุดถึง 64GB แบตเตอรี่ให้มา 2600mAh สำหรับการใช้งานทั่วไปก็สามารถรองรับได้ตลอดทั้งวันอย่างแน่นอนครับ



Samsung Galaxy Grand 2 ที่เรารู้ๆกันอยู่แล้วว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานสองซิม ในรุ่นนี้นั้นได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยสามารถรองรับการใช้งาน 3G ได้ทั้งสองซิมแล้ว แต่ประเด็นคือสามารถใช้งาน 3G ได้ครั้งละซิมเท่านั้นครับ
รองรับคลื่นความถี่ (850/900/1900/2100 MHz) (ครบทุกความถี่กันเลยทีเดียว)


การดีไซน์ Samsung Galaxy Grand 2 


การดีไซน์นั้นเจ้า Samsung Galaxy Grand 2 ทำให้รู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัสกันเลยทีเดียว >///< โดยฝาหลังนั้นได้เปลี่ยนไปใช้เป็น พลาสติกทำลวดลายคล้ายหนัง (Faux Leather) เหมือนกับ Galaxy Note 3 ยังไงยังงั้น ซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหราสวยงาม น่าใช้งาน เทียบได้กับสมาร์ทโฟนระดับเรือธงกันเลย 


ขนาดตัวเครื่องกำลังเหมาะมืออยู่ที่ 146.8 × 75.3 × 8.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 163 กรัม เวลาจับถือกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป


ด้านหน้าส่วนบนตรงกลางจะเป็น ลำโพงสำหรับสนทนา ข้างๆเป็นเซ็นเซอร์ และกล้องหน้าความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล


ด้านหน้าส่วนล่างจะเป็น ปุ่มเมนู, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ ตามแบบสไตล์ของ Samsung อีกเช่นเคย


ด้านหลังจะเป็นกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช และลำโพง


ด้านซ้ายจะเป็นปุ่ม เพิ่ม/ลด เสียง 


ด้านขวาจะเป็นปุ่ม Power


ด้านบนจะเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.


ด้านล่างจะเป็นช่องสำหรับชาร์ตแบตเตอรี่ และรูไมโครโฟน


สำหรับ UI นั้นก็ใช้เป็น TouchWiz UI ที่ใช้งานได้ลื่นไหลเป็นอย่างดี สำหรับการจัดการเกี่ยวกับแอพฯก็สามารถทำได้ทั้งการเพิ่มแอพฯ สร้างโฟลเดอร์ หรือจะเพิ่ม Widget ต่างๆที่เราต้องการก็ปรับแต่งกันได้ตามใจชอบครับ


วอลเปเปอร์ก็มีให้เลือกเปลี่ยนใช้งานได้หลากหลาย หรือใครจะเลือกจากรูปภาพในอัลบั้มก็สามารถทำได้เช่นกัน


หน้าของการตั้งค่าในส่วนต่างๆก็แบ่งออกเป็น 4 หน้าด้วยกันเพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่าย โดยจะแบ่งเป็นหน้าการเชื่อมต่อ, หน้าอุปกรณ์, หน้าควบคุม และหน้าทั่วไป ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วชอบหน้าตั้งค่าแบบนี้มากๆ เพราะเวลาเลือกใช้งานหาง่ายสะดวก ไม่เหมือนกับหน้าตั้งค่าที่รวมอยู่ในหน้าเดียวเวลาจะตั้งค่าอะไรสักอย่างหายากลำบาก บางครั้งอาจตาลายกันเลยทีเดียว T_T


ฟีเจอร์ที่คาดว่าน่าจะได้ใช้งานกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Multi Windows ที่สามารถใช้งานได้สองหน้าจอพร้อมกัน ด้วยขนาดหน้าจอ 5.25 นิ้ว ก็นับได้ว่ากำลังดี ซึ่งคราวนี้ใครจะเล่น Facebook ดู Youtube ไปพร้อมกันก็ทำได้ตามสบายเลยครับ ^_^


สำหรับฟีเจอร์อื่นๆก็มีมาให้ไม่แพ้เครื่องระดับเรือธงเช่นกัน อย่างเช่น ฟีเจอร์การเคลื่อนไหว ที่ให้เราคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงโทรเข้าและหยุดเล่นเพลงชั่วคราว, ฟีเจอร์จับภาพหน้าจอได้ง่ายๆเพียงแค่ใช้สันมือปัดจากซ้ายไปขวา หรือปัดจากขวาไปซ้ายก็ได้ และฟีเจอร์หน้าจออัจฉริยะที่จะไม่ปิดหน้าจอตราบเท่าที่เรากำลังมองอยู่อีกด้วย



การเล่นอินเทอร์เน็ตก็ให้ภาพที่เต็มตา สีสันคมชัดสวยงาม ไม่ว่าจะอ่านตัวอักษร หรือดูรูปภาพก้ไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้นจร้า


การดูวีดีโอด้วยหน้าจอขนาดนี้นับว่ากำลังดีเลย การเก็บรายละเอียดต่างๆด้วยหน้าจอความคมชัด HD 720p ก็ได้อรรถรสไม่น้อยทีเดียวครับ


เรื่องของการเล่นเกมด้วยสเปคที่ให้มาระดับนี้เพียงพอแน่นอน โดยทดสอบด้วยการเล่นเกม Ray Man Jungle Run เกมวิ่งสุดฮิต ผลที่ได้ออกมาลื่นไหล ไม่มีอาการสะดุด กระตุก หรือค้างใดๆ ส่วนอาการเครื่องร้อนเมื่อเล่นไปนานๆก็ไม่ค่อยมี อาจจะมีบ้างแค่อุ่นๆเท่านั้นเอง รับรองว่าเล่นได้แบบเพลิดเพลิน วางไม่ลงกันเลย !!

มาถึงเรื่องของกล้องกันบ้าง >_<

Samsung Galaxy Grand 2 นั้นให้กล้องหน้ามาความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล และกล้องหลังความละเอียด8 ล้านพิกเซล

แถมยังมีโหมดถ่ายรูปกันให้เลือกใช้งานกันหลากหลาย ทั้งโหมดอัตโนมัติ, หน้าสวย, รูปภาพที่ดีที่สุด, ถ่ายต่อเนื่อง, เลือกหน้าที่ดีที่สุด, เสียงและช็อต, ถ่ายภาพย้อนแสง (HDR), พานอราม่า, กีฬาและกลางคืน 


ภาพจากกล้องหน้า





ภาพจากกล้องหลัง โดยภาพทั้งหมดเป็นภาพที่ถ่ายโดยโหมด Auto เพื่อให้เข้ากับรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันของเรา


และสุดท้ายแน่นอนเหมือนทุกครั้งเราต้องปิดท้ายกันด้วยการทดสอบประสิทธิภาพความแรงกันหน่อย โดยทดสอบด้วยแอพฯ Antutu Benchmark ผลคะแนนที่ได้ออกมาอยู่ที่ 16,977 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งสำหรับการใช้งานทั่วไปรับรองไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนจ๊ะ

สรุป
Samsung Galaxy Grand 2 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่ออกมาเพื่อตีตลาดในระดับกลาง ด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป สเปคที่ให้มาก็อยู่ในระดับที่ดีเลย สามารถรองรับการทำงานได้ทุกๆรูปแบบ และในรุ่น Samsung Galaxy Grand 2 ก็ได้มีการพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ท้ังเรื่องของหน้าจอที่เพิ่มระดับความคมชัดให้มาขึ้น เรื่องของสเปคที่ดีขึ้น ทำงานได้ลื่นไหล ไม่มีสะดุด รวมถึงรูปแบบการดีไซน์ที่สวยงาม หรูหรา น่าใช้งานกว่าเดิม ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องราคาที่ถูกจนเหลือกับคุณภาพระดับนี้ โดยราคามือถืออยู่ที่ 11,900 บาท เท่านั้นเอง ใครที่กำลังสนใจสมาร์ทโฟนสักเครื่องทีราคาสามารถเอื้อมถึงและคุณภาพดี ครอบคลุมทุกฟังก์ชันการทำงานก็รีบไปจับจองเป็นเจ้าของกันได้เลย MrXcite ขอรับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนครับ

ข้อดี
- ขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นจากเดิม 5 นิ้ว เป็น 5.25 นิ้ว แต่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กลง
- เพิ่มความคมชัดหน้าจอเป็น HD 720p
- ฝาหลังเปลี่ยนไปใช้เป็นพลาสติกทำลวดลายคล้ายหนัง (Faux Leather) เหมือนกับ Samsung Galaxy Note 3
- สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุดถึง 64GB
- รองรับการใช้งาน 3G ได้ทั้งสองซิม คลื่นความถี่ (850/900/1900/2100 MHz)
- ราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของตัวเครื่อง

ข้อสังเกต
- ให้หน่วยความจำตัวเครื่องมาเพียงแค่ 8GB เท่านั้น แต่อาจแก้ปัญหาด้วยการเพิ่ม MicroSD Card

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หลังจากที่ Canon เปิดตัว Canon EOS 70D ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Dual Pixel CMOS AF ด้วยการอธิบายคุณสมบัติของเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การถ่ายภาพและการถ่ายวีดีโอเป็นเรื่องง่ายขึ้น มาวันนี้ TechXcite จะมารีวิวกล้องเจ้าตัว Canon EOS 70D มาให้เห็นกัน กล้องตัวนี้จะเป็นยังไง ไฟล์จะสวยถูกใจแค่ไหน แล้ว Canon EOS 70D จะมีอะไรดีต่างจากตัวเก่า เรามาดูกันเลยดีกว่า
เริ่มจากภาพรวมของตัวบอดี้ที่ดูแล้วไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงจากรุ่น 60D มากนัก จะมีบ้างก็เพียงตำแหน่งปุ่มที่แตกต่างต่างออกไป ใครที่ซื้อกล้องมาใช้ ควรจะอ่านคู่มือการใช้งานก่อนครับ จะได้ไม่สับสนว่าปุ่มไหนทำงานอะไร
ในส่วนของเทคโนโลยีที่มีการปรับปรุงมากขึ้นนั้น เห็นจะเป็นเรื่องของระบบโฟกัสที่เป็นจุดขายของกล้องรุ่นนี้เลยกับเทคโนโลยี Dual Pixel CMOS AF ถามว่าดียังไง ต้องบอกว่าดีตอนใช้งาน Live View กับตอนถ่ายวีดีโอครับ โฟกัสลื่นไหลไม่มีสะดุด
ส่วนหน้าจอของ EOS 70D ที่พับได้พร้อมระบบทัชสกรีนนั้น ถือว่าอำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพมุมแปลกๆมากครับ ฟีเจอร์นี้เหมาะกับช่างภาพข่าวหรือช่างภาพอีเวนท์ เวลาไปถ่ายรูปที่คนเยอะๆแล้วเข้าไม่ถึงก็สามารถยกกล้องขึ้นเหนือหัว บิดหน้าจอแล้วจิ้มแตะโฟกัสพร้อมลั่นชัตเตอร์ได้เลย
ส่วนที่ถือว่ามีการปรับปรุงใหม่ก็คือการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่สามารถโอนไฟล์ภาพระหว่างกล้อง Canon ด้วยกันเองได้ ตรงนี้ใครมีกล้อง Canon EOS 70D อยู่สองตัวก็แชร์ภาพถ่ายกันได้เลย ไม่ต้องสลับการ์ด (ลองดูกับ 7D ก็ทำได้นะครับ แต่ไม่สามารถส่งไฟล์ข้ามค่ายได้)
และสำหรับคนชอบถ่ายวีดีโอ เจ้า Canon EOS 70D มาพร้อมกับระบบ Digital Zoom ที่สามารถขยายภาพได้ 3-10 เท่าโดยไม่ต้องพึ่งเลนส์ (ด้วยเซ็นเซอร์ความละเอียด 20.2 ล้านพิกเซล แต่ใช้ถ่ายวีดีโอแบบ Full HD ซึ่งความละเอียดอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านพิกเซลนั่นเอง ทำให้คุณภาพไฟล์วีดีโอไม่ได้ย่ำแย่ลงมากนัก
มาดูไฟล์ภาพตัวอย่างกันบ้างครับ กล้อง Canon EOS 70D ยังคงให้ไฟล์ภาพสวยใสตามสไตล์ Canon และด้วยไฟล์ภาพความละเอียด 20.2 ล้านพิกเซลถือว่าเพียงพอต่อความต้องการใช้งานทั่วๆไป
หน่วยประมวลผลแบบใหม่ DiGiC5+ ทาง Canon บอกว่าทำงานได้รวดเร็ว แถมประมวลผลแบบ 14 บิต ไล่โทนสีภาพได้อย่างนุ่มนวลและเรียบเนียนทุกวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นสีใบไม้ ท้องฟ้า และท้องน้ำ ลองดูตัวอย่างกันเองดีกว่าครับว่าจริงตามที่เค้าบอกหรือเปล่า
ว่าแล้วเราก็มาดูสกินโทนกันชัดๆอีกทีครับ เป็นไฟล์ภาพต้นฉบับไม่ได้ปรับแต่งอะไร เอามาย่อลงเว็บเพียงอย่างเดียว ถือว่าเนียนไล่โทนใช้ได้เลย สาวก Canon เห็นแล้วคงให้ผ่านนะครับ
ทีนี้มาดูในเรื่องของระบบโฟกัสที่ใช้การถ่ายภาพผ่าน Live View กันบ้าง ตัวอย่างภาพสุนัขนั้นใช้หน้าจอบิดพับยื่นกล้องไปใกล้ๆหน้าเจ้าตูบนี่แหละ เสร็จแล้วก็จิ้มหน้าจอเลือกจุดโฟกัส เปิดระบบลั่นชัตเตอร์ผ่านหน้าจอ แตะแล้วได้ภาพเลย แต่ด้วยความที่เจ้าหมาน้อยไม่ยอมอยู่นิ่งหันไปหันมา ว่าจะโฟกัสที่ตาสักหน่อย บวกกับค่า F ต่ำ เลยไปโฟกัสจมูกแทน กล้องก็รวดเร็วดีเหลือเกิน แตะหน้าจอปุ๊บถ่ายปั๊บเลย ไม่มีอาการโฟกัสวืดวาดสักนิด
ลองดูใหม่กับระบบโฟกัสภาพโดยใช้ Live View แต่หันมาใช้ระบบ Face Detection ซึ่งง่ายเลยครับทีนี้ ยกกล้องขึ้นสูงบิดจอจัดองค์ประกอบ แล้วลั่นชัตเตอร์ ภาพสวยไม่มีหลุด เยี่ยม!!!
เสริมอีกนิดนึงเรื่องของระบบโฟกัสภาพ Dual Pixel CMOS AF นั้น จะทำงานครอบคลุมพื้นที่ 80% ของภาพ นั่นคือเวลาใช้งาน Live View แล้วแตะหน้าจอโฟกสบริเวณขอบภาพจะไม่สามารถทำได้ แต่อย่างว่านะครับ ไม่มีใครที่จะจัดองค์ประกอบภาพอยู่ติดขอบขนาดนั้น เรียกว่าจุดที่ควรวางองค์ประกอบภาพก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ 80% นั่นเอง ตรงจุดนี้ไม่ต้องกังวลนะครับ
เสริมอีกเรื่องกับการถ่ายภาพต่อเนื่องที่พัฒนาให้รวดเร็๋วขึ้นเป็น 7 ภาพต่อวินาที จริงๆจุดนี้กล้องหลายๆตัวก็สามารถทำได้นะ แต่ด้วยความที่ Canon EOS 70D ซึ่งเป็นรหัสเลขสองหลักของ Canon มีการพัฒนาไปจนสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วขึ้น อย่างน้อยก็เหมาะที่จะเป็นกล้องสำรองสำหรับช่างภาพที่อยากได้กล้องอีกตัวที่ทำงานได้เร็วไม่แพ้กัน เช่น ช่างภาพกีฬาเป็นต้น
ในส่วนของฟิลเตอร์แต่งภาพที่ให้มาในตัวกล้องนั้น ก็มีมาให้เล่นเหมือนกัน โดยปกติพวกกล้องกึ่งโปรมักจะตัดลูกเล่นอะไรพวกนี้ออกไป แต่สำหรับ Canon ยังคงลูกเล่นพวกนี้เอาไว้
ทีนี้ลองใช้ฟิลเตอร์อีกที แต่ลืมบอกไปอีกนิดเรื่องระบบโฟกัสที่ Canon EOS 70D ให้มานั้น เป็นระบบโฟกัส 19 จุด แต่จริงๆแล้วเป็น 19 จุดแบบ All Cross Type นั่นหมาความว่า กล้องจะจับโฟกัสได้รวดเร็วทุกจุดทุกตำแหน่ง แม้ว่าวัตถถุจะเคลื่อนไหวในทิศทางใดก็ตาม แถมจุดกลางยังเป็นแบบ Dual All Cross Type ด้วย อันนี้ยอมรับว่า Canon EOS 70D โฟกัสได้เร็วจริง
ทดสอบเรื่อง White Balance กันหน่อย สำหรับ Canon EOS 70D เอาไปถ่ายภาพในร่มเจอแสงสังเคราะห์แล้ว พบว่า ฉลาดสุดๆไปเลย อย่างเช่นตัวอย่างภาพของเล่น ถ่ายกับไฟทังเสตนเหลืองๆ สีที่ออกมาถือว่าแม่นมาก จุดที่เป็นสีขาวก็ออกมาขาวตามต้องการไม่มีผิดเพี้ยน
ลองทดสอบระบบโฟกัสกันอีกสักที กับจุดที่มี Contrast ต่ำ เพราะเป็นกระจกสะท้อน แถมมีเงาคนเดินผ่านไปผ่านมา จุดนี้ค่อนข้างแสงน้อยครับ แต่ Canon EOS 70D ก็ยังเอาอยู่ โฟกัสไม่ถึงวินาที ถ่ายช็อตเดียวได้ภาพเลย วัดแสงกับระบบ White Balance แม่นดีเหมือนกัน ไม่ต้องถ่ายใหม่
จริงๆเรื่องของ Noise กล้องดิจิตอลยุคหลังๆมานี่ ไม่ค่อยมีใครมานั่งจับผิดเรื่อง Noise ใครดีกว่ากันแล้ว เพราะพัฒนาไปมาพอสมควรทีเดียว แต่ไหนๆได้กล้องมาแล้วก็ขอลองสักหน่อย กับภาพตัวอย่างหุ่นกันดั้มที่ ISO 6400 แม้ไม่ใช่ ISO สูงสุดก็จริงครับ แต่เห็นภาพแล้วก็บอกได้ว่าเนียนดี แถม ISO เท่านี้ผมว่ามันเหลือเฟือสำหรับการถ่ายภาพทั่วไป ไม่จำเป็นต้องไปเร่ง ISO อะไรให้มากมาย
ใครที่มองหากล้อง DSLR สักตัวอยู่ โดยเน้นงานวีดีโอ หรือต้องการกล้องที่เน้นประสิทธิภาพด้านการโฟกัส แนะนำว่า Canon EOS 70D ตัวนี้ถือว่าน่าเล่น น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะช่างภาพที่ต้องการความรวดเร็วเช่น ช่างภาพข่าว ช่างภาพอีเวนท์ หรือแม้แต่จะเป็นช่างภาพทั่วๆไป เอาไว้เป็นกล้องสำรองเวลาออกรอบถ่ายรูปรับปริญญาก็น่าสน อีกทั้งระบบจอพับแบบทัชสกรีนก็ถือว่ารวดเร็วเลยทีเดียว ยังไม่พอมี WiFi อีกต่างหาก ถ่ายเสร็จแล้วส่งงานเข้าออฟฟิศหรือเข้ามือถือได้เลย
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับรีวิว Canon EOS 70D ในครั้งนี้ จริงๆยัังมีบางจุดที่ยังไม่ได่เอามานำเสนอ เช่น ระบบ Intelligent Viewfinder ที่แสดงผลข้อมูลที่สำคัญในวิวไฟน์เดอร์โดยไม่ต้องละสายตาจากวิวไฟน์เดอร์ หรืออย่างเช่นระบบ HDR ซึ่งจริงๆก็น่าสนใจแต่ พอดีว่าได้กล้องมาเล่นไม่นานต้องส่งคืนครับ แถมบางระบบ กล้องตัวอื่นๆก็มีเหมือนกัน จึงไม่ยกเอามารีวิว เพราะจุดสนใจของ Canon EOS 70D นั้นอยู่ที่ Dual Pixel CMOS AF ต้องยกให้เรื่องระบบโฟกัสที่บอกเป็นพระเอกไปเลยจริงๆ

จุดเด่น
  • ระบบโฟกัสแบบ Dual Pixel CMOS AF ยอดเยี่ยมมาก หากชอบถ่ายวีดีโอหรือใช้ Live View เป็นประจำ อย่าลังเลครับ ของเค้าดีจริง
  • ระบบออโต้โฟกัส All Cross Type 19 จุด ทำงานได้เร็ว โดยเฉพาะการ Tracking ติดตามวัตถุ
  • รองรับ Wi-Fi ไม่ต้องหาอุปกรณ์เสริมอะไร แถมแชร์รูประหว่างกล้องด้วยกันได้
  • หน้าจอระบบสัมผัสตอบสนองรวดเร็ว
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องเร็วขึ้นถึง 7 ภาพต่อวินาที
จุดสังเกต
  • หน้าจอระบบสัมผัส หากเปิดโหมดลั่นชัตเตอร์ด้วยการสัมผัสหน้าจอ อาจเกิดปัญหาลั่นชัตเตอร์โดยไม่ตั้งใจ เพราะมันตอบสนองเร็วมาก
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง (มีปัญหาเมื่อต้องการฟังเสียงขณะอัดวีดีโอ)
บทความโดย : น้าป๋วย TechXcite
อัพเดทราคา Canon EOS 70D ล่าสุด